วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555
เทคนิคการใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT
ปัจจุบัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบเกียร์อัตโนมัติ (Automatic transmission) เข้ามามีบทบาทในการใช้งานรถยนต์ยุคใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ที่เรียกว่า CVT นั้น แทบจะเห็นได้ในรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อไม่ว่าจะเป็นรถจากค่ายญี่ปุ่น อาทิเช่น Corolla Altis หรือ Honda Jazz หรือจะเป็นจากค่ายยุโรป เช่น Audi A6 แต่ก็มีคนจำนวนมากไม่เข้าใจวิธีใช้งานอย่างถูกต้อง ทำให้ต้องกระเป๋าแบน…แฟนทิ้ง กันไปนักต่อนักแล้ว
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ระบบเกียร์ CVT หรือเจ้าระบบส่งกำลังไฮเทคสุดยอดที่เราใช้ในทุกวันนี้นั้น เป็นแนวคิดที่เกิดมาจากสุดยอดศิลปิน วิศวกร และนักปรัชญา ที่เรารู้จักกันในนามว่า ลีโอนาโด ดาวินชี ที่ได้สเก็ตภาพออกแบบถึง ระบบส่งกำลังที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดในการทำงาน หรือเปลี่ยนการให้กำลัง
ระบบ CVT กับระบบเกียร์อัตโนมัติทั่วไปธรรมดานั้น มีความแตกต่างกันมากมาย ระบบ CVT หรือ Continous Variable Transmission นั้นไม่ควรจะถูกเรียกว่าชุดเกียร์ด้วยซ้ำ เพราะการทำงานของมันนั้นแปรผันตามพละกำลังที่ส่งมาจากเครื่องยนต์โดยตรง
ภายในระบบเกียร์ CVT ที่นิยมใช้ในรถยนต์ปัจจุบันนั้น จะประกอบด้วยชุดกรวย 2 ชิ้นที่เป็นหลักในการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อ โดยที่ตัวหนึ่งจะถูกต่อเข้ากับเครื่องยนต์ เรียกว่า “พูลเลย์ขับ” ส่วนอีกตัวเป็นพูลเลย์ที่จะให้อัตราทดเรียกว่า “พูลเลย์กำลัง” ซึ่งทั้งสองจะทำงานสอดคล้องกันผ่านสายพานที่คล้องผ่านทั้งคู่
เมื่อเราขับรถไปในถนนกำลังจากเครื่องยนต์จะถูกส่งผ่านพูลเลย์ขับ โดยในยามที่เราใช้อัตราทดต่ำ พูลเลย์กำลังจะมีระยะชันสูงทำให้มีอัตราทดที่สูง และการทำงานจะแปรผันเรื่อยๆ จนเมื่อถึงเกียร์สูงสุดการทำงานก็จะสลับกันระหว่าง พูลเลย์ขับที่ชันตัวสูงขึ้น และพูลเลย์กำลังที่ต่ำลง
ระบบจะทำงานเช่นนี้ไปเรื่อยๆ และนั้นหมายความว่าระบบเกียร์ CVT ไม่ได้ขับผ่านชุดเฟือง อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ ซึ่งการที่มันขับผ่านด้วยระบบสายพานนี้ ทำให้มันค่อนข้างเปราะ และมีการกล่าวว่าการใช้เกียร์ CVT ในสภาวะสุดขั้วโดยเฉพาะในเขตเมืองที่ขับๆจอดๆ จะทำให้เกียร์เสื่อมสภาพไวกว่าปกติ
แม้ว่าเจ้าระบบส่งกำลังประเภทนี้จะค่อนข้างมีปัญหาได้ง่ายเมื่อใช้ไปนานๆ แต่ CVT ก็มีข้อดีที่ให้อัตราเร่งที่เสถียรมาก และให้อัตราประหยัดน้ำมันมากด้วยเช่นกัน และแม้จะกล่าวว่า CVT มีข้อเสียที่เกิดจากการออกแบบที่มองแล้วไม่น่าจะทนทานมากนัก แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะเราสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ดังนี้
1. เปลี่ยนนิสัยการขับ เกียร์ CVT นั้น เป็นระบบส่งกำลังที่ออกแบบมาให้สามารถส่งกำลังได้นิ่มนวลกว่าระบบเกียร์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณรู้ว่าเกียร์นี้ขับด้วยสายพาน ก็แน่นอนว่า มันต้องขับแบบทะนุถนอมด้วยเช่นกัน การขับแบบกระชากสไตล์สปอร์ตนั้น คงไม่ใช่เรื่องดีเสียเท่าไรนัก เนื่องจากการกระชากเกียร์โดยเฉพาะระบบ CVT จะทำให้เกียร์มีปัญหาได้ในอนาคต เพราะตัวเครื่องยนต์นั้นใช้การส่งกำลังผ่านพูลเลย์ด้วยชุดสายพาน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบออกตัวรถให้ล้อดังเอี๊ยด ด้วยการกระชากตัว จงหยุดเสีย เพราะนี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชุดเกียร์เสื่อมสภาพเร็ว และพังได้มากที่สุด
2.เข้าใจในระบบเกียร์ CVT เราได้อธิบายถึงการทำงาน CVT ไปพอสมควรแล้ว และคุณรู้ว่ามันมีการทำงานเช่นไร แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นคือ การดูแลรักษา ซึ่งปกติ ช่างผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ที่ประมาณ 20,000-40,000 กิโลเมตร แต่ในสภาพการขับขี่จริง หากชีวิตคุณอยู่ในเมืองมากกว่า 80 % นั้น เราขอแนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันทุกๆ 17,000 กิโลเมตร เพราะการที่เราขับๆหยุดๆ แต่ระบบเกียร์ยังทำงาน จะทำให้เกิดความร้อนสะสมมากกว่าที่เราขับไปเรื่อยๆตามชนบท และเมื่อมีความร้อนมากก็หมายถึงการเสื่อมสภาพที่เร็วขึ้นด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้จงจำไว้ว่าเราต้องใส่ใจในการใช้งานรถยนต์อย่างสม่ำเสมอไม่เฉพาะระบบเกียร์ CVT ที่เราได้พูดถึงกันในวันนี้ แต่หมายถึงทุกระบบในรถที่เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงจะใช้งานได้อย่างถูกต้อง ซึ่ง CVT นั้นเป็นระบบที่หลายๆคนไม่ทราบว่าเกียร์นั้นทำงานอย่างไร ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างผิดๆ และท้ายที่สุดก็มีปัญหาเกิดขึ้นตามมามากมาย
เทคนิคการดูแลรักษาภายในรถยนต์
เทคนิคการดูแลรักษาภายในรถยนต์อย่าง... มืออาชีพ
ถ้าพูดถึงรถยนต์ และการดูแลรักษารถยนต์แล้ว หลายๆ คนคงจะนึกถึงการล้างรถภายนอกให้ดูดี สวยงาม เหมือนรถคันใหม่ ทว่าหลายคนคงลืมไปว่านอกจากการล้างสีที่ทำให้รถดูเงางามประทับใจยามขับผ่านแล้ว เราควรจะต้องดูแลรักษาภายในรถยนต์ ให้สะอาด และน่าใช้งาน ซึ่งการดูแลรักษาภายในรถยนต์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าทำอย่างถูกวิธี
การดูแลรักษาภายในรถยนต์นั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากกว่าการดูแลรักษารถทางภายนอก เนื่องจากการดูแลภายในให้ดูสะอาดเอี่ยม และมีลักษณะที่ดีนั้นจำเป็นต้องเริ่มดูแลตั้งแต่วันที่รถออกมาจากศูนย์บริการ ทั้งยังต้องทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเพื่อขจัดสิ่งที่เรียกว่า “ความสกปรก” ซึงเป็นต้นเหตุของเชื้อโรคที่นำพาไปสู่โรคภัยไข้เจ็บ
ฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครๆ ก็คงรู้ดีกันอยู่แล้ว ทว่าความจริงการที่เราจะรักษาสภาพห้องโดยสารที่มีการใช้งานมากกว่าทางภายนอก แต่มีความทนทานน้อยกว่า ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่อย่างไรก็ตามเราก็มี 5 วิธีง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ เพื่อรักษาสภาพภายในรถยนต์ให้ดูดีอยู่เสมอ
1. งดเครื่องหอม และการสูบบุหรีในรถ เพียงข้อแรกนี่ก็คงเป็นยากสำหรับใครหลายๆ คนแล้ว เพราะน้ำหอม หรือการสูบบุหรี่เป็นอะไรที่หลายคนติดมากๆ โดยเฉพาะสุภาพสตรี ที่ต้องการให้ห้องโดยสารมีกลิ่นที่พึ่งประสงค์ และดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ หรือท่านชายสิงห์อมควันทั้งหลายที่ขาดไม่ได้ยามเดินทาง
หลายคนอาจจะถามว่าทำไมต้องงดเครื่องหอม และบุหรี่ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า เจลและควันที่ละลายเป็นไอในห้องโดยสารนั้นจะลอยไปกับระบบปรับอากาศ และท้ายที่สุดมันก็จะไปติดอยู่กับชุดคอยย์เย็น หรือตู้แอร์ โดยจะจับเป็นคราบขาว เมื่อนานไปจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ซึ่งจะทำให้คุณมีปัญหาสุขภาพในที่สุด
2. หมั่นทำความสะอาดภายในรถยนต์ แน่นอนการจะรักษาความสะอาดที่ดีที่สุด คือต้องหมั่นขจัดคราบสกปรกต่างๆเป็นประจำ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง พร้อมขัดเคลือบน้ำยารักษาภายใน กับชุดพลาสติก และเบาะหรือชิ้นส่วนที่เป็นหนังภายในรถยนต์ ซึ่งโดยปกติ น้ำยาพวกนี้จะมีกลิ่นบ้าง ดังนั้น เมื่อทาน้ำยาแล้วควรเปิดกระจกให้อากาศระบายด้วย
3. งดการทานอาหารบนรถ สิ่งสำคัญที่สุด คือพยายามอย่าทานอาหารในรถ เพราะอาหาร แม้จะไม่มีกลิ่น แต่การที่มีเศษอาหารร่วงในห้องโดยสาร โดยเฉพาะสมัยนี้ที่โดยมากรถมักจะมาพร้อมชุดพรมนั้น มักจะเป็นแหล่งสะสมความสกปรกอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษอาหารเล็กๆเหล่านี้ เป็นแหล่งเชื้อเชิญสัตว์ ไม่พึงประสงค์ด้วย ทางที่ดีเลี่ยงเสียดีกว่า
4. เก็บขยะในรถเป็นประจำ เราปฏิเสธๆไม่ได้ว่า รถเราจะไม่มีขยะเลย แต่สิ่งที่ทำได้คือต้องทำให้มันมีน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย ซึ่งการเก็บขยะในรถเป็นประจำนั้น จะทำให้รถดูสะอาด และน่าใช้งาน นอกจากนั้น การเก็บสิ่งของต่างๆให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะท่านผู้หญิงทั้งหลาย ที่ชอบเปลี่ยนรถเป็นบ้าน
5. ใช้บริการซักเบาะ-พรมบ้าง สิ่งที่มักสกปรกที่สุดในรถของพวกเรานั้นคือ พรมและเบาะ โดยเฉพาะรถเบาะผ้านั้น เป็นตัวดูดฝุ่น และความสกปรกอย่างดีเลย ซึ่งจะทำให้รถคันเก่งของเรากลายเป็นที่หมักหมม และบ่อเกิดของเชื้อโรค แน่นอน ทางที่ดีที่สุดคือเราต้องนำรถเข้ารับการทำความสะอาดใหญ่กันบ้าง โดยใช้บริการซักเบาะ และชุดพรมปูพื้น ซึ่งควรจะพึ่งร้านล้างรถชั้นนำต่างๆ และควรทำเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อที่รถจะได้สะอาดดูใหม่อยู่เสมอ
นี่ก็เป็นเพียง 5 ข้อควรปฏิบัติง่ายๆ ที่คุณสามารถทำให้ภายในรถโดยสารสะอาด และน่าใช้งาน และที่สำคัญที่สุดคือ การหมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ จนติดเป็นนิสัย เพื่อให้ความสะอาดนั้นคงอยู่ตลอดไปตราบนานเท่านาน
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ติดแก๊ส
หลังจากวิกฤตน้ำมันแพงเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทำให้ความรู้สึกอดทนกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของใครต่อหลายคนอาจสิ้นสุดลง จากเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่น ก๊าซ LPG หรือ NGV ซึ่งก็คือการเอารถไปติดแก๊ส อย่างที่หลายๆ คนเรียก อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะติดตั้งระบบก๊าซนั้น ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมกันซะก่อน
คุ้มหรือเปล่าที่จะติดตั้งระบบก๊าซ?
จุดคุ้มทุนด้านค่าใช้จ่าย - ตัวรถเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงความคุ้มในการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซ รถรุ่นใหม่ หรือรถยนต์ที่มีอายุไม่กี่ปี ส่วนใหญ่เครื่องยนต์จะมีสมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบนซิน หรือดีเซล ตัวเครื่องยนต์มักจะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการทำงานอย่างเช่น ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หรือระบบจุดระเบิดที่ทำงานอย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง ใช้เชื้อเพลิงน้อย ปล่อยของเหลือที่เป็นพิษปะปนออกมากับไอเสีย น้อยเป็นทุนเดิม อยู่แล้ว ดังนั้นรถรุ่นใหม่ ๆ เหล่านี้จะมีอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือว่าการกินน้ำมันต่อกิโลเมตรค่อนข้างต่ำ ถ้าเป็นรถขนาดซับคอมแพค หรือเครื่องยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 1,500 ซี.ซี. อาจจะทำระยะทางได้เกิน 15 กิโลเมตร จากการใช้น้ำมันแต่ละลิตร ถ้าลองเอาราคาน้ำมันต่อลิตรมาตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้…น้ำมันราคาลิตรละ 30 บาท หารด้วยระยะทาง 15 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายก็จะตกอยู่ที่ประมาณ กิโลเมตรละ 2 บาท
ถ้ารถของท่าน "กินน้ำมัน" แค่นี้ แล้วไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ก็อยู่เฉย ๆ น่าจะดีกว่า เก็บเงินสองสาม หมื่นเอาไว้ เติมน้ำมันไปได้อีก 10,000-15,000 กิโลเมตร สภาพตัวรถก็ยังคงเดิม ๆ ดูดีกว่าใส่ถังก๊าซ ชุดจ่ายเชื้อเพลิงหม้อต้ม เข้าไปพะรุงพะรัง ในห้องเครื่อง แถมยังหนักรถเพิ่มขึ้นมาอีก จริงอยู่ที่รถขนาดนี้ถ้าเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแล้วจะมีค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรถูกลงมา อาจจะเหลือเพียงประมาณ 1 บาทต่อกิโล นั่นหมายความว่าคุณก็จะต้องจ่ายค่าก๊าซในระยะทาง 15,000 กิโลเมตร อีก 15,000 บาท บวกค่าติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซอีกประมาณ 30,000 บาท รวมเป็น 45,000 บาท เอาเงิน 45,000 ไปเติมน้ำมันวิ่งไปได้กี่ปี่ หรือกี่เดือน ก็ลองหารออกมาดู เฉลี่ยแล้วคุณต้องจ่ายค่าน้ำมันเดือนละ หรือปีละกี่บาท ในทางกลับกัน ถ้าคุณคิดว่าใน 1 ปี คุณใช้รถไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร อย่างนี้ไม่ต้องคิดมากเลย เมินเสียเถอะกับชุดติดตั้งก๊าซราคา 30,000 บาท ใช้น้ำมันอย่างเดียวสบายใจกว่าเยอะ
แต่ถ้าปีหนึ่งใช้รถเกิน 10,000 กิโลเมตร ก็เป็นเรื่องน่าคิด สมมุติว่าในหนึ่งปีใช้รถ 15,000 กิโลเมตร เสียค่าน้ำมันรถ 20,000-30,000 บาท เทียบบัญญัติไตรยางศ์ไปเรื่อย ๆ 2 ปี ก็ 60,000 บาท 3 ปี ก็ 90,000 บาท การลงทุนติดตั้งชุดก๊าซไปปีแรก 30,000 บาท จ่ายค่าก๊าซปีละ 15,000 2 ปีเป็น 30,000 3 ปีเป็น 45,000 บาท 4 ปีเป็นค่าก๊าซ 60,000 บาท รวมกับค่าลงทุนติดตั้งก๊าซในครั้งแรกอีก 30,000 จะเท่ากับ 90,000 บาท ซึ่งเท่ากับเติมน้ำมันอย่างเดียวในปีที่ 3 นี่แสดงว่าจุดคุ้มทุนในการติดตั้งระบบก๊าซจะต้องใช้เวลาในการใช้รถปีละ 15,000 กิโลเมตร ถึง 3 ปี โดยใช้สมมติฐานว่าราคาก๊าซ และน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินอยู่ที่ลิตรละ 10 และ 30 บาท ตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่ถ้าคุณใช้รถเกินกว่าปีละ 30,000 กิโลเมตร จุดคุ้มทุนในการติดตั้งก๊าซอาจจะลดลงมาต่ำกว่า 2 ปี
หรือลองเปรียบเทียบจากตารางข้างล่างนี้ได้ ซึ่งจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร เมื่อนำมาเทียบกันระหว่างการติดตั้งก๊าซกับเติมน้ำมันเบนซินอย่างเดียว อย่างไหนจะคุ้มกว่ากันแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะติดตั้งระบบก๊าซหรือไม่
นี่เป็นเพียงยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการใช้น้ำมันกับการติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจี (LPG) ถ้าเป็นการติดตั้งระบบ ก๊าซซีเอ็นจี (CNG) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจะเปลี่ยนเป็น 50,000-60,000 บาท แต่จะเสียค่าเชื้อเพลิงน้อยลง ประมาณกิโลเมตรละ 50 สตางค์
ระบบเครื่องยนต์ กับการประหยัดน้ำมัน
ในสภาวะที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพงนี้ การจะเลือกซื้อรถยนต์ซักคันนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงการประหยัดน้ำมันที่ตามมาด้วย เพราะน้ำมันเป็นสิ่งที่จะต้องใช้ควบคู่รถยนต์ไปตลอดอายุการใช้งานของมัน ดังนั้น ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันนั้น การศึกษาความแตกต่าง และการทำงานของระบบรถยนต์ต่างๆ นั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เลือกรถยนต์ที่เหมาะสม ประหยัดพลังงาน และประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย
เครื่องยนต์ที่ใช้ในรถยนต์ทั้งหมดนั้น ต่างก็ใช้เชื้อเพลิงสันดาปภายในทั้งสิ้น คือการเอาเชื้อเพลิงผสมอากาศให้เหมาะสม แล้วทำให้ติดไฟขึ้น อากาศก็จะขยายตัว และขับเคลื่อนลูกสูบไปยังข้อเหวี่ยง ผ่านระบบเกียร์ทด แล้วส่งไปที่ล้อ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นระบบขับ 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ก็จะหมุนไปในทำนองเดียวกัน เพื่อให้รถนั้นเคลื่อนตัวไป
เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ว่า จำแนกออกได้ 2 ชนิด คือ เครื่องยนต์ลูกสูบ และเครื่องยนต์โรตารี่ ส่วนเครื่องกังหันก๊าซ เช่นที่ใช้ในเครื่องบินขนาดใหญ่ทั้งหมด ไม่สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้ หลายสิบปีที่ผ่านไป ได้เคยมีความพยายามทดลองทำกันอย่างจริงจัง ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ได้เพียรพยายามอยู่หลายต่อหลายหน แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะอาการของเครื่องยนต์ที่ตอบสนองไม่สามารถเข้ากันกับการขับขี่ของรถ เพราะการซ่อนการทำงานของเครื่องยนต์นั้นแคบ เครื่องจะเริ่มเดินเบาได้ ก็ต้องหมุนถึง 80-90% No load ที่ความเร็วรอบ 90% และฟูลโหลดที่ 100% ซึ่งจำเป็นต้องใช้เกียร์ทดสปีดหลายอัตราทด เป็นหลาย ๆ สิบเกียร์จึงจะเพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งยังขาดกำลังฉุด คือเมื่อยกคันเร่งแล้ว ก็ไม่มีอาการที่เรียกว่า เครื่องฉุด ซึ่งเครื่องจะไหลไปเหมือนเราปลดเกียร์ว่างอยู่ตลอดเวลา
ส่วนเครื่องยนต์ของรถยนต์ก็จะมีเพียงระบบลูกสูบกับระบบโรตารี่ ที่เจ้าของต้นตำรับคือ ชาวเยอรมัน ชื่อ แวงเคิล ซึ่งรถยี่ห้อ NSU ได้นำไปผลิตเป็นรายแรก แต่ก็ทำอยู่ไม่นาน แล้วก็ขายต่อให้รถญี่ปุ่นไป เพราะเครื่องยนต์ชนิดนี้มีปัญหามาก ซึ่ง MAZDA ก็ซื้อลิขสิทธิ์ไปต่อจาก NSU ส่วน NSU ของเยอรมันก็สลายตัวเลิกกิจการ ซึ่งตอนนั้น รถที่นำไปใช้คือรุ่น RX2 ที่ฮือฮามากในอเมริกา ซึ่งมีถังน้ำมันโตเท่ากับรถอเมริกาขนาดใหญ่ คือ 17 แกลลอน ส่วนรถทั่วไปนั้น จะมีถังน้ำมันอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 12 แกลลอนเท่านั้น และความจริงก็ปรากฏว่ามันกินน้ำมันมาก ซึ่งก็ทำให้คนเลิกใช้ระบบนี้ไป
ส่วนเครื่องยนต์ชนิดลูกสูบ ที่มีมาแต่โบราณ เมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว ก็ยังอยู่ยงคงกระพันต่อไปโดยไม่มีท่าว่าจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น แต่ก็ได้มีการปรับปรุงไปบ้าง เป็นระบบเบนซินกับดีเซล ซึ่งทั้งสองระบบก็มีแนวทางพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน คือเพิ่มวาล์วให้เยอะขึ้น จากลูกสูบละ 2 วาล์ว ก็เป็น 4-5 วาล์ว เพื่อเพิ่มกำลังแรงม้า เพิ่มรอบความเร็วของเครื่องให้สูงขึ้น แม้กระนั้นการเปลี่ยนพลังความร้อนก็ยังอยู่ในสภาพไม่ดีนัก คือ 35-40% เท่านั้น ยิ่งรถในบ้านเราที่วิ่ง ๆ หยุด ๆ อย่างนี้ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์อาจเหลือเพียง 20% เท่านั้น เท่ากับว่าเราต้องจ่ายค่าน้ำมันไปหนึ่งร้อย แต่ใช้งานจริงได้เพียงแค่ 20 เท่านั้น ส่วนอื่นๆ คือการเผาลมให้ร้อนเล่นเฉย ๆ
เครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบันก็ถือได้ว่าพัฒนาไปมาก จากเดิมเป็นระบบเผาไหม้หมุนเวียนในห้องเผาไหม้ล่วงหน้า ก่อนที่จะส่งไปเผาต่อบนหัวลูกสูบ เพื่อลดแรงกระแทกจากการจุดระเบิดที่รุนแรง โดยทั่วไป เชื้อเพลิงดีเซลมีจุดติดไฟที่อุณหภูมิต่ำ คือประมาณ 300 ํC ก็ติดไฟแล้ว และยังไวไฟอีกต่างหาก คือติดแล้วก็ระเบิดไปเลย ไม่เหมือนเบนซินที่เผาไหม้ช้า ติดไฟยากกว่า ต้องใช้ความร้อนขนาดประกายไฟจากหัวเทียนจึงติดไฟ
เครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบันก็ถือได้ว่าพัฒนาไปมาก จากเดิมเป็นระบบเผาไหม้หมุนเวียนในห้องเผาไหม้ล่วงหน้า ก่อนที่จะส่งไปเผาต่อบนหัวลูกสูบ เพื่อลดแรงกระแทกจากการจุดระเบิดที่รุนแรง โดยทั่วไป เชื้อเพลิงดีเซลมีจุดติดไฟที่อุณหภูมิต่ำ คือประมาณ 300 ํC ก็ติดไฟแล้ว และยังไวไฟอีกต่างหาก คือติดแล้วก็ระเบิดไปเลย ไม่เหมือนเบนซินที่เผาไหม้ช้า ติดไฟยากกว่า ต้องใช้ความร้อนขนาดประกายไฟจากหัวเทียนจึงติดไฟ
เครื่องยนต์ดีเซลชนิดเผาไหม้ในห้องเผาไหม้ล่วงหน้าจะมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูง เพราะความร้อนจำนวนมากถูกดูดซับไปกับห้องเผาไหม้ล่วงหน้าเสียส่วนหนึ่ง แต่สำหรับเครื่องยนต์ที่เรียกว่า ไดเร็กอินเจ็กชั่น (Direct Injection) ที่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าหัวลูกสูบโดยตรง จะสูญเสียความร้อนน้อยกว่าเครื่องยนต์แบบมีห้องเผาไหม้ช่วย จึงสามารถแปรสภาพจากพลังงานเชื้อเพลิงเป็นพลังงานกลได้มากกว่า
ในตอนต้น ๆ ของระบบนี้จะใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ก่อน เพราะสามารถเดินเครื่องได้ที่กำลังอัดต่ำ คืออยู่ที่ประมาณ 17 : 1 เทียบกับเครื่องยนต์ที่มีห้องเผาไหม้ล่วงหน้าจะต้องใช้กำลังอัดสูง คืออยู่ที่ประมาณ 22 : 1 จึงจะมีความร้อนเพียงพอที่จะจุดเชื้อเพลิง สำหรับเครื่องยนต์ขนาดเล็กนั้น อัตราส่วนระหว่างผิวของกระบอกสูบตลอดจนพื้นที่บนฝาจะมีอัตราต่อปริมาตรสูง (Surface Area to Volume) ทำให้มีพื้นที่ดูดซับความร้อนมาก แม้ว่าจะใช้ระบบไดเร็กอินเจ็กชั่นแล้ว ก็ยังต้องคงกำลังอัดไว้ที่ 22 : 1 เหมือนกัน และจากการเผาไหม้ที่ค่อนข้างรุนแรง จะทำให้เกิดเสียงเครื่องยนต์น็อกมีเสียงค่อนข้างดัง ปานจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แต่จากการที่ได้ออกแบบเครื่องยนต์ให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานเป็นปกติได้
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ที่เรียกว่า "ระบบดีเซลคอมมอนเรล" (Diesel Common Rail System) เป็นระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง คือสูงกว่าเก่า 10-15 เท่าตัว จากประมาณ 15,000 Psi ไปเป็น 24,000 Psi ควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงด้วยสมองกล โดยรับคำสั่งจากเท้าผู้ขับขี่ อย่างไรก็ดี ส่วนการจัดสรรเชื้อเพลิงที่ป้อนไปยังเครื่องยนต์นั้น สมองกลจะเป็นผู้จัดการให้เอง
สำหรับระบบคอมมอนเรลที่ว่า จะสามารถควบคุมการทำงานได้ดี และแม่นยำมากในทุกขั้นตอน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ว่า จะต้องปั๊มเชื้อเพลิงอัดน้ำมันไว้ตลอดเวลา ที่แรงดันสูงมาก เทียบเท่ากับรถสิบล้อทั้งคันเหยียบอยู่บนเหรียญบาทหนึ่งเหรียญ ซึ่งต้องรักษาระดับแรงดันไว้ตลอดเวลาอีกด้วย นอกจากนั้น ยังมีส่วนเผื่อเรียก คือ ส่วนเกินของการปั๊มพลังงาน ซึ่งต้องระบายทิ้ง เป็นสาเหตุให้เกิดการไม่ประหยัด เพราะอุปกรณ์จะมีอายุสั้นลง วิ่งไปแสนกว่ากิโลเมตร ก็เริ่มเจอปัญหา แล้วมักจะเกิดขึ้นหลังระยะเวลาการรับประกันเสียด้วย ซึ่งทำให้ต้องควักกระเป๋าชำระค่าซ่อมเองที่ศูนย์บริการ ซึ่งแม้จะมีการประหยัดน้ำมันมาแทบตาย แต่ก็มาเข้าเนื้อตอนนี้แหละ
ดังนั้น การจะเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่อะไรสักอย่าง อาจต้องให้เวลาดูสักระยะ ก่อนที่จะโดดลงไปตัดสินใจซื้อ ซึ่งเทคโนโลยีที่จะช่วยประหยัดเชื้อเพลิงที่สามารถเห็นได้ชัด จริง ๆ แล้วหาได้ยาก แม้ตัวเทคโนโลยี อาจจะประหยัดน้ำมันได้จริง แต่บางทีก็อาจสร้างต้นทุนที่มองไม่เห็น ซึ่งเมื่อคิดๆ ไปแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยประหยัดสักเท่าไหร่ มิหนำซ้ำ เคราะห์ร้าย อาจเกิดค่าใช้จ่ายที่มากกว่าด้วยซ้ำ
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ล้อแม็ก... ประโยชน์ที่มากกว่าแค่ความสวยงาม
นับวันเราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ล้อแม็กที่มีลายสวยงาม ได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่งยุคใหม่ (รุ่นท๊อป) ไปแล้ว ล้อแม็กนั้นไม่ใช่ของแต่งแห่งโลกยุคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เจ้าล้อลายสวยงามตระการตา เหล่านี้มีให้เลือกใส่กันมานานแล้ว โดยเฉพาะในต่างประเทศที่ล้ออัลลอยเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่รักการแต่งรถเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งล้อแม็กนั้น จัดได้ว่าเป็นอุปกรณ์ประดับรถยนต์ลำดับแรกๆ ที่จะถูกจับจองไปแต่งรถยนต์คันโปรด
คำถามหนึ่งที่มักจะเป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับล้อแม็ก และเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางนั้น คงหนีไม่พ้นประโยคที่หลายคนต่างตั้งข้อสงสัยว่า เจ้าล้อแม็กที่มีวางจำหน่ายอยู่มากมายในท้องตลาดนี้ มีประโยชน์ในการใช้งาน มากกว่าเพียงแค่ความสวยงามของมันหรือไม่ ทั้งที่ต้องควักกระเป๋าตังค์จ่าย เริ่มต้นถึงวงละ 4000 บาท
แน่นอนว่า เจ้าล้ออัลลอยเหล่านี้มีประโยชน์มากกว่าที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอยที่ได้รับการติดตั้งออกมาจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ หรือจะเป็นล้อแม็กที่มีให้เราเลือกซื้อมากมายทั้งจากต่างประเทศ และในบ้านเรา ซึ่งต่างก็มีอะไรที่มากกว่าเพียงแค่ความสวยงาม
อย่างแรกเลย ล้อแม็กโดยมากมักจะมีขนาดกระทะที่ใหญ่กว่าล้อทั่วไป ซึ่งขนาดที่ใหญ่ขึ้นนั้นไม่ได้เกิดเฉพาะจากขนาดของวงล้อ แต่ยังหมายถึงหน้าที่กว้างขึ้น สำหรับใส่ยางรัดเข้ากับวงล้อที่เพิ่มมากขึ้นด้วย หน้ายางที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงหน้าสัมผัสของคุณกับพื้นผิวถนนที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะในการทรงตัวของรถที่มีความหนึบแน่นยามขับขี่ความเร็วสูง และยังเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นในยามเข้าโค้ง ทำให้การขับขี่รถยนต์ของคุณ มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีก
ไม่เพียงเท่านี้ การเปลี่ยนล้อแม็กที่มีส่วนในการเพิ่มหน้าสัมผัสยาง ยังมีผลต่อความปลอดภัยมากกว่าคุณคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเบรก หน้าสัมผัสของยางที่มีมาก จะช่วยให้รถมีความเสียดทานระหว่างยางกับพื้นถนนมากยิ่งขึ้น หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คือรถจะมีระยะทางเบรกสั้นยิ่งขึ้น โดยเฉลี่ยจะสั้นกว่าการใช้ล้อเดิมๆ อีกถึง 5-10 % ซึ่งแม้อาจจะดูไม่ใช่ตัวเลขที่มากนัก แต่เมื่อถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจริง เราอาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ล้อแม็กนี้อาจช่วยให้รอดจากอุบัติเหตุร้ายแรงก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามแม้จะมีข้อดีมากมาย โดยเฉพาะการทรงตัวที่มีสมรรถนะสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน อุปกรณ์ตกแต่งยอดฮิตอย่างล้อแม็ก หรือล้ออัลลอยนั้น ก็มีผลต่ออัตราน้ำมันที่ต้องใช้มากขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของหน้าสัมผัสยาง โดยปกติแล้วหน้าสัมผัสยางที่น้อย ก็หมายถึงแรงเสียดทานที่น้อยกว่า การใช้อัตราเร่งให้รถยนต์ขับเคลื่อนไปข้างหน้าก็ไม่มาก ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาใช้ล้อแม็กแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนยางตามไปด้วย เพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดของล้อ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้ายางที่มากขึ้น ก็จะทำให้รถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ย ถ้าวัดออกมาเป็นกิโลเมตรต่อลิตร จะมีการสินเปลืองเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลเมตร ต่อลิตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดหน้ากว้างของยางด้วยว่า มีขนาดหน้ากว้าง มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตามเราปฏิเสธไม่ได้ว่า สมรรถนะที่เพิ่มสูงขึ้นก็ต้องแลกกับจำนวนเงินที่ต้องลงทุนในการใช้จ่ายเพื่อซื้อความสวยงาม และสมรถนะ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากพอสมควร ซึ่งจากการสอบถามราคาล้อ และยางจากร้านยางชั้นนำ เราจะพบว่า ล้อแม็ก 1 ชุดจำนวน 4 วงพร้อมยางใหม่ที่ทางร้านจัดให้ จะตกอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท สำหรับล้อขนาดขอบ 17 นิ้ว ซึ่งแม้ราคานี้จะรวมค่าติดตั้งแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงอยู่พอสมควรสำหรับรถยนต์ใช้งาน
และนี่ก็เป็นเพียงเกร็ดเล็กๆเกี่ยวกับล้อแม็กที่ไม่ได้มีดีเพียงแค่ความสวยงาม หากแต่ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ สำหรับผู้ที่ชอบ และหลงรักในความเร็วอีกด้วย และไม่ว่าคุณจะมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับล้อแม็ก ขอจงพึงคิดเสมอว่าการขับรถอย่างไม่ประมาท ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยทั้งสำหรับตัวคุณเอง และคนที่คุณรัก...
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ปัญหารถรั่ว น้ำเข้ารถ!!! ในหน้าฝน
ในช่วงฤดูฝนนี้ ปัญหารถยนต์เกี่ยวกับ “รถรั่ว” ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงมาก บางท่านเจอปัญหาหนักเข้าไปอีก เพราะที่จอดรถไม่มีหลังคากันฝน ต้องจอดตากฝนทั้งวัน พอหลาย ๆ วันเข้า น้ำฝนก็ไหลเข้ามาในรถ จากรถยนต์ก็เลยกลับกลายไปเป็นอ่างเลี้ยงปลาซะงั้น!
เรื่องน้ำฝนเล็ดลอดเข้ามาในรถได้นั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับรถที่ใช้งานมานาน ระดับ 5-7 ปีขึ้นไป ปัญหาใหญ่ ๆเกิดจากพวกซีลยางตามขอบประตูเริ่มเสื่อมคุณภาพ ซีลยางพวกนี้จะประกบติดอยู่กับตัวรถ อย่างเช่น ประตู และฝากระโปรงท้าย ซึ่งหน้าที่หลักของซีลยางพวกนี้ก็คือ ป้องกันเสียงจากภายนอกเข้ามาในตัวรถ และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้ามาภายในตัวรถ
ซีลยางขอบประตูเสื่อมหรือยัง?
สังเกตได้ไม่ยาก เริ่มจากเวลาล้างรถมักจะมีน้ำซึมเข้ามาภายในห้องโดยสาร หรือเวลาที่รถวิ่งด้วยความเร็วจะมีเสียงลมเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสาร ดังกว่าที่เคยเป็น และมากขึ้นเรื่อย ๆ หรืออาจจะมีกลิ่นต่าง ๆ จากภายนอกรถเข้ามาสร้างความรำคาญภายในห้องโดยสาร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แหละบอกเหตุให้ทราบว่าซีลยางขอบประตูเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
ซีลยางขอบประตูของแท้เบิกห้างฯ นั้น สนนราคาจัดว่าไม่ถูกเลยทีเดียว แต่ถ้าหาซื้อจากร้านขายอะไหล่รถยนต์ทั่วไปราคาจะถูกกว่า และจะถูกกว่าของแท้เกินครึ่งเมื่อหันไปหาของเทียม แต่ก็อย่างว่าแหละ ของเทียมราคาถูก แต่ก็ใช้ไม่ทนทานเท่าใดนัก อยู่ได้ประมาณ 3–4 ปี ก็กลับบ้านเก่าแล้ว ถ้าเป็นของแท้ ก็จะอยู่ได้นานหน่อย ไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือถ้าเป็นของจากนอกที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ดีกว่าบ้านเรามากขึ้นไปอีกนิด ก็อาจจะใช้ได้นานราว 8–12 ปีเลยทีเดียวครับ
ดังนั้น เราควรตรวจตราซีลยางขอบประตูพวกนี้ ประมาณ 4 เดือน/ครั้ง สังเกตดูว่าเนื้อยางยังคงรูปอยู่มั้ย มีการบิดเบี้ยวไปจากเดิมหรือไม่ ประกบแนบสนิทกับตัวรถหรือเปล่า ลองเอามือบีบที่เนื้อยางดูว่ามีความนุ่มหรือแข็งขนาดไหน ซีลยางขอบประตูที่น่าจะยังใช้งานได้ดีไม่ควรแข็งจนเกินไป หรือนิ่มยวบยาบจนเกือบยุ่ย หรือมีรอยปริแตก ถ้าพบว่ายางขอบประตูเริ่มแข็งตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือยุ่ยจนแทบจะใช้ไม่ได้แล้วก็ควรเปลี่ยนซีลยาง เพราะยางขอบประตูพวกนี้แหละที่มักทำให้น้ำฝนเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารได้
จุดที่ควรระวังน้ำรั่วซึมเข้ามาในรถยนต์
• ยางขอบกระจกบังลมหน้า และหลัง
ยางขอบกระจกบังลมหน้า และหลัง เป็นอีกจุดที่ทำให้น้ำฝนเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารได้ วิธีการตรวจสอบก็ไม่ยาก เพียงแค่นำรถไปล้างดู หากพบว่าตรงจุดใดมีน้ำซึมหรือไหลเข้ามาได้ ก็จัดการแก้ไขซะให้เรียบร้อย โดยวิธีการแก้ปัญหานั้น ให้ใช้ “ซิลิโคน”ยาตามแนวขอบกระจก แค่นี้ก็จะช่วยบรรเทาปัญหารั่วซึมตรงบริเวณขอบกระจกบังลมได้มาก แต่อย่าลืมว่า! หลังจากใช้ “ซิลิโคน” ยาตามแนวขอบกระจกแล้ว ควรทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำรถยนต์ไปล้างดูใหม่ และเช็ครอยรั่วดูอีกครั้ง
• แผงจิ้งหรีด
แผงจิ้งหรีด หรือแผงซี่ ๆ ตรงบริเวณที่ยึดก้านปัดน้ำฝน จุดนี้น้ำฝนก็อาจจะเล็ดลอดเข้ามาได้เหมือนกัน เพราะเป็นช่องที่ใช้ระบายอากาศ จะมีท่อนำอากาศผ่านเข้ามาในห้องโดยสารได้ เพื่อไม่ให้กระจกบังลมหน้าเป็นฝ้า หรือระบายอากาศในห้องโดยสาร เพื่อลดความชื้น และกลิ่นอับในห้องโดยสาร แต่ในทางกลับกันก็อาจจะนำพาน้ำฝนเข้ามาในห้องโดยสารได้ หากเราขับรถฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำเป็นระยะเวลานาน ๆ และยังอาจเป็นช่องทางนำพากลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากภายนอกรถเข้ามาก็ได้
ในต่างประเทศ เขาจะมีอุปกรณ์ OPTION พิเศษ ที่เรียกว่า SNOW CAP ไว้สำหรับปิดช่องตรงแผงจิ้งหรีดนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนหรือหิมะที่ตกหนักเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสาร..... :)
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ทำไมต้องพ่นกันสนิมให้รถยนต์
หน้าฝนมาถึงเมื่อไร สิ่งที่ตามมาด้วยก็คือความชื้นและเจ้าความชื้นนี่เองที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสนิมซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของรถก็คงเกิดความกังวล และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับรถของตนเองเป็นแน่
สนิมคืออะไร
สนิมเกิดจากการทำปฏิกิริยากันระหว่าง อ๊อกซิเจนและธาตุเหล็ก หรือที่เราเรียกว่าปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ซึ่งน้ำและออกซิเจนนี่เองที่เป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดสนิม สนิมจะเป็นคราบสีน้ำตาลออกแดง ทำให้เหล็กผุกร่อนจนถึงเนื้อในได้
วิธีการป้องกันเหล็กไม่ให้เกิดสนิมมีอยู่หลายวิธี อาทิเช่น การเคลือบผิวเหล็ก ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อเหล็กสัมผัสกับน้ำและอากาศโดยตรง หรือที่เรียกว่า การพ่นกันสนิมนั่นเอง
ประโยชน์ของการพ่นกันสนิม
• ป้องกันความชื้นไม่ให้สัมผัสแผ่นเหล็ก
• ป้องกันความร้อน
• ป้องกันเสียงดังรบกวนที่จะเข้ามาในห้องโดยสาร
• ป้องกันการกระแทกและขูดขีดจากสะเก็ดหิน
การพ่นป้องกันสนิม อาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
ระบบป้องกันสนิมใต้ตัวถังรถ
ระบบป้องกันสนิมภายใน เช่น ร่องประตู หรือตามซอกต่าง ๆ
ก่อนที่เราจะพ่นกันสนิมนั้น เราต้องล้างใต้ท้องรถ และพื้นผิวให้สะอาด โดยใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูงทำความสะอาดจากนั้นปล่อยให้พื้นผิวแห้งสนิท เพราะถ้ามีความชื้นแทรกซึมเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดปัญหาสนิมฝังในและปัญหาอื่น ๆ จะตามมาที่บริเวณอื่น ๆ อีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)